เผยแพร่ผลงาน: การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เพื่อเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการบัญชีสำหรับธุรกิจซื้อขายสินค้า 2 ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชีพ สาขาการบัญชี ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยการอาชีพว
สถานะ: อนุมัติ
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD เพื่อเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาการบัญชีสำหรับธุรกิจซื้อขายสินค้า 2 ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชีพ สาขาการบัญชี ชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยการอาชีพว
ผู้จัดทำ:
นางสาวจินตหรา อินทนนท์
แผนกวิชา:
การบัญชี
วันที่ส่งงานวิจัย:
16/03/2026
บทคัดย่อ:
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการบัญชีสำหรับธุรกิจซื้อขายสินค้า 2 ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2/1 สาขาวิชา การบัญชี วิทยาลัยการอาชีพวารินชำราบ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการบัญชีสำหรับธุรกิจซื้อขายสินค้า 2 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 17 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD จำนวน 4 แผน รวม 12 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20-0.80 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (X ˉ = 25.00, S.D. = 1.94) สูงกว่าก่อนเรียน (X ˉ = 11.71, S.D. = 2.73) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 18.95, p = .000) ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X ˉ = 4.63, S.D. = 0.49) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านประโยชน์ที่ได้รับ (X ˉ = 4.71, S.D. = 0.46) รองลงมา คือ ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ (X ˉ = 4.60, S.D. = 0.50) และด้านบรรยากาศการเรียนรู้ (X ˉ = 4.58, S.D. = 0.52) ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด ดังนั้น ครูผู้สอนควรนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาอื่น ๆ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดีต่อไป
อ่านงานวิจัยฉบับเต็ม (PDF)